แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ IT NEWS แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ IT NEWS แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Google ประกาศเลิกให้บริการ Google Latitude 9 สิงหาคมนี้



google-maps-redesignGoogle ได้อัพเดตแอพ Google Maps หน้าตาดีไซด์ใหม่ทั้งหมด แต่ตัดความสามารถของ Google Latitude ออกไป โดย Google ได้ประกาศผ่านทาง Support ว่า จะเลิกให้บริการ Google Latitude  ในวันที่ 9 สิงหาคมนี้

สำหรับบริการ Google Latitude เป็นบริการด้านแบ่งปัน GPS พิกัดของเราให้เพื่อนๆเห็น ในขณะที่เราก็เห็นเพื่อนๆ ด้วยว่าอยู่ตำแหน่งไหนของโลก ซึ่งสะดวกในการนัดหมายเรียกเพื่อนๆมาเจอในสถานที่นัดไว้โดยสามารถติดตามเพื่อนๆได้แบบ Realtime  และสามารถประยุกต์ในการใช้งานรูปแบบต่างๆเช่น นัดเพื่อนๆ  บอกทางเพื่่อนๆ   ติดตามน้องๆนักเรียน    ติดตามแฟน กิ๊ก ลูกน้อง ว่าอยู่ที่ไหน  หรือรายงานแข่งขันกีฬาต่างๆเช่น วิ่ง Rally เป็นต้น แต่น่าเสียดายว่าบริการนี้จะปิดตัวลง โดย Google อ้างเหตุผลว่ามีคนใช้บริการน้อยมากๆ
ทีมงานก็ได้รับทราบเกี่ยวกับปัญหา Google Latitude ก่อนหน้านี้ ก่อนที่ Google จะประกาศปิดบริการ   เมื่อมีเพื่อนๆจะลองใช้งาน Google Latitude ด้วย แต่ไม่สามารถ Add เพื่อนๆ แชร์ Location ได้ เมื่อเดือนก่อน เป็นการส่งสัญญาณว่า Google Maps มีการเปลี่ยนแปลงมากทั้ง User Interface และ API จนบริการ Google Latitude ไม่สามารถ Add เพื่อนๆ ได้แค่ติดตามเพื่อนเก่าๆที่เคย Add แล้วเท่านั้น
google-plus-checkinแม้ว่าGoogle มีบริการอื่นๆที่สามารถแบ่งปันพิกัดได้ เช่นเดียวกัน โดยสามารถแชร์พิกัดเช็คอินผ่านทางบริการ Google+ แทน และยังมีบริการ  Location Reporting & History ด้วย แต่เสียดายที่จะไม่สามารถติดตามเพื่อนๆ แฟน หรือกิ๊ก แบบ realtime ได้เหมือนแต่ก่อนแล้ว
ข้อมูลจาก Google , Mashable  , The Verge ,
ที่มา : IT24hrs ไอที 24 ชั่วโมง (ไอที 24 ชม.)

เปิดบริการใหม่ Google Maps Views รวมภาพ Streetview และภาพถ่ายโฟโตสเฟียร์ 360 องศา ทั่วโลก




google-maps-views-02หลังจากที่ Google ได้ประกาศปรับโฉมใหม่ของบริการสุดฮิตที่เชื่อว่าทุกท่านเคยใช้งานอย่างแน่นอนอย่าง Google Maps  ที่ตอนนี้เริ่มปล่อยหน้าตาใหม่แล้วทั้งบนเว็บบราวเซอร์ สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต (ระบปฏิบัติการ iOS และ Android ) มาคราวนี้ Google เปิดตัวบริการใหม่ที่เป็นประโยชน์สำหรับคนที่ชอบดูภาพถ่ายสวยๆ ชอบเที่ยว หรือแม้กระทั่งใช้ประกอบการศึกษาให้กับเด็กๆได้ด้วย บริการใหม่นี้เป็นเว็บไซต์ที่มีชื่อว่า Google Maps Views   (Google แผนที่ Views )
google-maps-views-03Google Maps Views เป็นการนำรวบรวมข้อมูลแผนที่ ข้อมูลภาพถ่าย Street Views และ ข้อมูลภาพถ่ายจากตากล้องช่างภาพที่ถ่ายด้วย photo spheres  จากกล้อง Android หรือกล้อง DSLR มารวมกันในหน้าแผนที่นี้ คราวนี้คุณสามารถเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญต่างๆในรูปแบบ 360 องศา ทั้งแบบ Street View และ photo spheres  ได้เลย
google-maps-views-04นอกจากนี้ภาพถ่ายของคุณที่ถ่ายแบบ Panorama 360 องศา บนสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ระบบปฏิบัติการ  Android สามารถแชร์ภาพถ่ายแบบนี้ขึ้น Google Maps เพื่อนำภาพคุณ ขึ้น Google Maps Views ได้ด้วย
google-maps-views-05-dslrแต่ถ้าหากกล้องของคุณเป็นกล้อง DSLR ก็สามารถนำไฟล์ภาพถ่าย 360 องศานี้ มาขึ้นเว็บไซต์ Google Maps Views ได้เช่นกัน
คราวนี้คุณจะได้เห็นภาพแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโลกที่แปลกแบบไม่ต้องรอแค่ภาพจาก street view แล้ว ดูเป็นภาพถ่าย photo spheres (Panorama 360 องศา ) ในรูปแบบมุมของช่างภาพที่แตกต่างเรื่องมุมกล้อง ช่วงเวลา และสถานการณ์ต่างๆกันได้เลย  สามารถชมหน้า Google Maps Views นี้ได้ผ่านทาง www.google.com/maps/views/
google-maps-views-06ข้อมูลจาก Google Maps Blog , Thenextweb 

ที่มา : IT24hrs ไอที 24 ชั่วโมง (ไอที 24 ชม.)

Pinterest คือโซเชียลล่าสุดที่เดินกลยุทธ์ “Do Not Track”



pin1.jpg
นี่คืออีกความเคลื่อนไหวที่นักการตลาดควรรู้ เพราะน้องใหม่เครือข่ายสังคมสุดฮิตอย่าง Pinterest เพิ่งประกาศเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าจะสนับสนุนคุณสมบัติ Do Not Track ซึ่งเป็นการปรับโปรแกรมให้ Pinterest สามารถทำงานร่วมกับเว็บเบราว์เซอร์เพื่อให้ผู้ใช้สามารถตั้งค่าไม่ให้เว็บไซต์หรือบริษัทอื่นเข้ามาเก็บข้อมูลส่วนตัวและประวัติการท่องเว็บ
Pinterest ไม่ใช่รายแรกที่หันมาส่งเสริมความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ เนื่องจาก Twitter และโซเชียลมีเดียอื่นเริ่มประกาศสนับสนุนเทคโนโลยี Do Not Track ตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งคาดว่าจะมีโซเชียลมีเดียอีกมากที่จะขานรับและทำให้เทคโนโลยี Do Not Track ขยายตัวแน่นอน
เทรนด์ความแพร่หลายของเทคโนโลยี Do Not Track นั้นเป็นสิ่งที่นักการตลาดดิจิตอลควรติดตาม เนื่องจากที่ผ่านมา นักการตลาดดิจิตอลได้ประโยชน์มากมายจากการเก็บข้อมูลประวัติการใช้งานอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ ซึ่งทำให้การกำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อส่งโฆษณานั้นทำได้ตรงกลุ่มมากกว่าเดิม เช่นในกรณีผู้ใช้ที่เคยค้นหาตั๋วเครื่องบินไปปารีส ประวัติการท่องเว็บจะทำให้นักโฆษณาที่ทำการตลาดสินค้าและบริการท่องเที่ยวในปารีส สามารถจัดส่งโฆษณาได้ตรงกลุ่มนักเดินทาง ซึ่งดีกว่าที่จะยิงโฆษณาไปในวงกว้างโดยที่ไม่ได้ทราบมาก่อนว่าผู้ใช้จะเดินทางหรือไม่
กรณีของ Do Not Track นั้นเป็นการตอบโจทย์ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบางรายไม่ต้องการให้มีใครติดตามประวัติการท่องเว็บไซต์ โดยผู้ใช้จะสามารถแสดงจุดยืนไม่อนุญาตให้ใครเก็บข้อมูลส่วนตัวเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ใดๆก็ตาม ด้วยการตั้งค่าในโปรแกรมเปิดเว็บไซต์หรือเว็บเบราว์เซอร์ซึ่งจะมีเทคโนโลยีปิดกั้นการเก็บข้อมูลคุ้กกี้หรือประวัติการท่องเว็บไซต์ของผู้ใช้รายนั้น
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยี Do Not Track นี้จะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้พัฒนาโปรแกรมเบราว์เซอร์, เจ้าของเว็บไซต์ และนักพัฒนาในการทำให้ Do Not Track สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ ซึ่งที่ผ่านมา ผู้พัฒนาเบราว์เซอร์นั้นขานรับเรื่องนี้แล้วเกือบทุกค่าย แต่มีเว็บไซต์จำนวนน้อยเท่านั้นที่สนับสนุน Do Not Track เนื่องจากการสนับสนุนนี้อาจทำให้เว็บไซต์ได้รับผลกระทบจากธุรกิจโฆษณาออนไลน์ ที่อาจจะทำให้เว็บไซต์ไม่มีประสิทธิภาพในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเท่าที่ควร
ถึงวันนี้ มีเพียง Twitter รายเดียวที่เป็นเครือข่ายสังคมซึ่งขานรันเทคโนโลยี Do Not Track กระทั่ง Pinterest คือรายล่าสุดที่ร่วมวง Do Not Track นี้ด้วยอย่างจริงจัง
ทั้งหมดนี้ Pinterest อธิบายว่าบริษัทต้องการมอบทางเลือกให้ผู้ใช้ ซึ่งชาว Pinterest จะสามารถเลือกเปิดและปิดฟังก์ชัน Do Not Track ได้ทันทีที่ต้องการผ่านหน้าเพจตั้งค่า Settings ถือเป็นการทุ่มเททำเพื่อตอบความต้องการของผู้ใช้อย่างแท้จริง
เรื่องนี้ Joseph Lorenzo Hall เจ้าหน้าที่อาวุโสของศูนย์วิจัย Center for Democracy & Technology (CDT) เชื่อว่าการสนับสนุนคุณสมบัติ Do Not Track ของทั้ง Pinterest และ Twitter เพื่อเป็นสัญญาณว่าทั้งคู่ต้องการปรับปรุงระดับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ โดยเฉพาะ Pinterest ที่ต้องการยกระดับความเป็นส่วนตัวหรือ More Personalized อย่างเป็นรูปธรรม
หากมองในแง่การตลาด จะพบว่า Pinterest ประกาศสนับสนุน Do Not Track ในเวลาเดียวกับที่ Pinterest แสดงออกว่าให้ความสนใจในการยกระดับระบบวิเคราะห์ประวัติการใช้งานของชาว Pinterest ให้ดีและละเอียดยิ่งขึ้น เพื่อนำไปพัฒนาเป็นความสามารถใหม่ที่ตอบความต้องการของผู้ใช้แบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น จุดนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ Pinterest อาจสร้างสรรค์มาเพื่อสร้างสมดุลย์ก็ได้
ขณะเดียวกัน Do Not Track อาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อ Pinterest เลยในการแสดงโฆษณา เนื่องจากหากผู้ใช้เป็นผู้ที่นิยมปักหมุดสูตรอาหารมังสวิรัติ ระบบของ Pinterest จะสามารถแสดงโฆษณาที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว จุดนี้ระบบ Pinterest ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคุ้กกี้หรือการติดตามประวัติการใช้งานเว็บไซต์ใดๆ โดยเฉพาะเมื่อ Pinterest ให้บริการคุณสมบัติใหม่ชื่อ Edit Home Feed ซึ่งผู้ใช้สามารถปรับแต่งคอนเทนต์ที่ต้องการชมบนหน้าฟีดข่าวได้เอง
pin2.jpg
อย่างไรก็ตาม กรณีของ Do Not Track ยังเป็นที่ถกเถียงโดยหลายเว็บไซต์ที่มีรายได้หลักจากการแสดงโฆษณาซึ่งผู้ใช้ไม่ได้ปักหมุดหรือบอกให้ระบบทราบว่าให้ความสนใจเรื่องใดอยู่ โดยเว็บไซต์เหล่านี้ต้องการให้เทคโนโลยี Do Not Track มีกรอบการทำงานที่ชัดเจนกว่านี้ เนื่องจากมีความสับสนว่า Do Not Track นั้นหมายรวมถึงเฉพาะการ “do not collect” data หรือการไม่อนุญาตให้เก็บข้อมูล หรือรวมถึง “do not target” users หรือไม่อนุญาตให้กำหนดเป็นกลุ่มเป้าหมายเลย ซึ่งทั้งหมดยังไม่มีความชัดเจน

ที่มา : ๙เซียน วาไรตี้

แอพฉลาดๆ รับสายโดยไม่แตะตัวครื่อง


การรับสายโทรเข้า เปลี่ยนเพลงหรือดูภาพในแกลอรี่เพียงใช้มือปัดไปทางซ้ายหรือขวาที่หน้าจอแบบไม่แตะตัวเครื่องเลยนั้น เราได้เห็นกันไปแล้วในฟีเจอร์ Air Gesture เฉพาะ Samsung Galaxy S4 ฉะนั้นมันก็คงจะดีถ้ามือถือแอนดรอยด์ทุกรุ่นสามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีนักพัฒนาหัวใสคิดค้นแอพฉลาดๆขึ้นมาสนับสนุนให้ผู้ใช้มือถือรับสายเพียงใช้มือปัดเหมือน S4 ขึ้นมา


แอพดังกล่าวชื่อว่า Air Call-Accept เป็นรองรับการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือที่เป็นแอนดรอยด์ที่มีเซนเซอร์วัดระยะห่างที่เรียกว่า Proximity Sensors รวมอยู่ด้วย (มาตรฐานมือถือแอนดรอยด์ที่ผลิตเมื่อปีที่แล้วจะมีเซนเซอร์ชนิดนี้รวมอยู่ด้วย) ข้อดีของ  Air Call-Accept ช่วยให้ผู้ใช้สามารถรับสายโทรเข้าได้ง่ายๆเพียงใช้มือปัดบนหน้าจอไม่ว่าในขณะนั้นคุณจะขับรถ มือเลอะจากการกินขนม หรือมือที่เพิ่งทาเล็บเสร็จใหม่ๆของสาวๆ ก็สามารถรับสายโทรเข้าได้โดยไม่แตะหน้าจอ ซึ่งใครที่สนใจแอพ Air Call-Accept สามารถดาวน์โหลดได้แล้วที่ Play Store มีทั้งแบบฟรี !! และเสียเงิน ซึ่งในเวอร์ชั่นเสียเงินนี้จะมีการเพิ่มฟีเจอร์บางอย่างไว้ด้วย เช่น การปฏิเสธการรับสาย, การเปิด Speker Phone อัตโนมัติเป็นต้น
เมื่อทำการดาวน์โหลดแอพนี้มาแล้วผู้ใช้ก็อย่าลืมเข้าไปเปิดการใช้งานไว้นะครับ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถใช้แอพดังกล่าวได้

ที่มา :

หัวเว่ยเผยโฉมสมาร์ทโฟนใหม่ "Ascend P6" ตัวเครื่องบางที่สุดในโลก




30 กรกฎาคม 2556 - หัวเว่ย ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่น Ascend P6 ที่บางที่สุดในโลกเพียง 6.18 มิลลิเมตร ในประเทศไทย เปี่ยมสมรรถนะด้วยประมวลผลแบบควอด-คอร์ ความเร็ว 1.5 GHz จอทัชสกรีนแบบ in-cell ความละเอียดสูงขนาด 4.7 นิ้ว กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และฟังก์ชันซอฟต์แวร์ที่โดดเด่นมากมาย ทั้งหมดนี้ทำให้สมาร์ทโฟน Ascend P6 


"ผมเชื่อว่า Ascend P6 จะเป็นดาวเด่นดวงใหม่ในตลาดสมาร์ทโฟนด้วยรูปลักษณ์ที่สง่างามและสะดุดตา กล้องถ่ายรูปที่ให้ภาพคมชัด และระบบปฏิบัติการที่ใช้งานง่าย ด้วยระบบเมนู Emotion UI ของหัวเว่ยเอง" มร.หยาง ชู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำเอเชียตะวันออกฉียงใต้ของหัวเว่ยกล่าว "สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นี้เป็นผลิตภัณฑ์รุ่นล่าสุดในไลน์ Ascend P ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้วในหลายประเทศ เราพร้อมแล้วที่จะให้ทุกคนได้มาสัมผัสกับเทคโนโลยีและงานออกแบบที่ล้ำยุคยิ่งกว่าคู่แข่ง"
สมาร์ทโฟนหัวเว่ย Ascend P6 มีตัวเครื่องที่บางเฉียบเพียง 6.18 มิลลิเมตร และหนักเพียง 118 กรัมเท่านั้น จึงสามารถพกไปได้ทุกที่ ไม่ว่าจะในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋าถือ และยังสวยโฉบเฉี่ยว ดึงดูดสายตาอยู่เสมอ ด้วยวัสดุเมทัลลิก และขอบล่างที่โค้งมน สวยสง่าอย่างเหมาะมือ
จอทัชสกรีนความละเอียดสูง ขนาด 4.7 นิ้ว ใช้เทคโนโลยี in-cell และ MagicTouch เพื่อตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อทุกสัมผัส แม้คุณจะใส่ทุกมืออยู่ก็ตาม ส่วนหน่วยประมวลผลแบบควอด-คอร์ ความเร็ว 1.5 GHz และแบตเตอรี่ขนาด 2000 mAh ก็สามารถรับมือกับทุกแอพได้อย่างหายห่วง ไร้กังวลทั้งประสิทธิภาพและความทนทาน บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.2.2
นอกจากนี้ Ascend P6 ยังเป็นสมาร์ทโฟนคู่ใจนักถ่ายภาพ ด้วยกล้องหน้าความละเอียดสูงถึง 5 ล้านพิกเซล ที่ใช้ถ่ายภาพตัวเองได้คมกริบ ก่อนใช้ฟังก์ชันแต่งภาพอัตโนมัติให้สวยใสพร้อมแชร์เพื่อน ในขณะที่กล้องหลัง ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล BSI F2.0 ก็สามารถจับภาพคมชัดได้ที่ระยะโฟกัสเพียง 4 เซนติเมตรเท่านั้น พร้อมยังถ่ายวีดีโอได้ที่ความละเอียด 1080p Full HD อีกด้วย เทคโนโลยี IMAGESmart ลิขสิทธิ์เฉพาะของหัวเว่ย จะช่วยปรับแสง สี โฟกัส อย่างละเอียดยิบ เพื่อให้ทุกช็อตออกมาไม่มีที่ติ ราวกับฝีมือช่างภาพมืออาชีพ
สมาร์ทโฟน Ascend P6 ไม่เพียงครบครันด้วยฟังก์ชัน แต่ยังใช้งานง่ายด้วยระบบเมนู Emotion UI ที่หัวเว่ยพัฒนาขึ้นจากการสำรวจความต้องการของผู้ใช้สมาร์ทโฟนกว่า 5 ล้านรายทั่วโลก จนออกมาเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวมากมาย อย่างหน้าจอหลัก Uni-Home และ Me Widget ที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการ ฟังก์ชัน SmartReading ที่ทำให้คุณค้นหาข้อมูลและความรู้เพิ่มเติมได้ทุกที่ทุกเวลา หรือโหมดถ่ายภาพแบบพาโนรามาและจดจำใบหน้าอัตโนมัติ
ส่วนเทคโนโลยี Automated Discontinuous Reception (ADRX) และ Quick Power Control (QPC) นวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากหัวเว่ย สามารถช่วยยืดอายุแบตเตอรี่การใช้งานได้ยาวนานขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนขนาดเท่ากัน ส่วนฟังก์ชัน AirSharing จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับทุกความต้องการใช้งานของคุณ ทั้งในการทำงานหรือเล่นเกมได้อย่างรวดเร็วไม่ล่าช้า
สมาร์ทโฟนหัวเว่ย Ascend P6 มีให้เลือกทั้งสีดำ ขาว และชมพู พร้อมด้วยเคสสีเข้ากับตัวเครื่อง วางจำหน่ายแล้วันนี้ที่ร้าน เจ มาร์ท ทั่วประเทศ ในราคา 13,990 บาท และจะวางจำหน่ายผ่านตู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออย่างเอไอเอส ในเร็วๆนี้

ข้อมูลทางเทคนิค Ascend P6
- หน้าจอขนาด 4.7 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 720 HD in-cell LCD
- รันแอนดรอยด์ 4.2.2
- อินเตอร์เฟซแบบ Emotion UI พร้อม Uni Home, Me Widget, Magic Touch และSmartReading
- RAM 2 GB
- หน่วยความจำภายใน 8 GB รองรับ microSD ขนาดสูงสุด 32 GB
- กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล
- กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล / F2.0 apeture / BSI / ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร
- กล้องถ่ายวีดีโอ 1080p Full HD
- ขนาดตัวเครื่องโดยรวม 136.6 mm x 65.5 mm x 6.18 mm หนัก 120 กรัม
- เครือข่ายที่รองรับ UMTS / GSM
- ความเร็วการเชื่อมต่อ : HSPA+ DL : category 14, 21 Mbits/s, UL : category 6, 5.76 Mbits/s, 3G-WCDMA Radio Bearer UL/DL : 384 kbit/s
- หน่วยประมวลผล Quad-Core K3V2E ความเร็ว 1.5 GHz
- ระบบเสียง Dolby Digital Plus
- แบตเตอรี่ 2000 mAh

ที่มา :

วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

"ติ๊กเก้อ"แอพใกล้ตัวโดนใจวัยแนว



"ติ๊กเก้อ"แอพใกล้ตัวโดนใจวัยแนว

“แฟนไม่รัก ทักเฟสมาหาพี่” “อยากอกหัก แต่อุปสรรคอยู่ที่หน้าตา” ประโยคเสี่ยวๆ แต่โดนใจใครหลายคน เรียกเสียงหัวเราะฮือฮาแบบนี้ เมื่อก่อนเห็นได้ที่ท้ายรถสิบล้อ หรือได้ยินจากนักแสดงตลก แต่วันนี้มีมาให้เล่นกันบนแอพพลิเคชันสมาร์ตโฟน “ติ๊กเก้อ” เรียบร้อยแล้ว ที่สำคัญ ดารา นักแสดงใช้กันเพียบ ยิ่งโหมความแรงให้กับแอพตัวนี้แบบสุดๆ

ยุคลอาจ ชาญพานิชกิจการ ผู้บริหารและหัวหน้าทีมงาน บริษัท แอบโซลูต เพลย์ พร้อมด้วยทีมงานอีก 3 คน คือ ตัวจักรสำคัญที่พัฒนาแอพติ๊กเก้อนี้ขึ้นมาจากแนวคิดง่ายๆ ว่าอยากทำแอพที่กวนๆ ง่ายๆ เหมือนท้ายรถสิบล้อ และเป็นสิ่งใกล้ตัวที่คนอื่นอาจไม่ทันได้สังเกต แต่สร้างความสนุกสนานให้กับผู้ใช้ได้

“เปิดให้ดาวน์โหลดครั้งแรกบนไอโฟนและแอนดรอยด์ คืนวันที่ 17 เม.ย. กะว่ามียอดดาวน์โหลดสัก 3-4 หมื่นครั้งก็หรูแล้ว เพราะเป็นแอพที่ทำเล่นๆ สนุกๆ ภายในทีมเท่านั้น แต่ผ่านมาชั่วข้ามคืนยอดดาวน์โหลด (5 โมงเย็น วันที่ 18 เม.ย.) ทะลุ 4 แสนครั้งไปแล้ว บอกได้คำเดียวว่าไม่คาดคิดเลย” ยุคลอาจ กล่าว

สิ่งที่ทางทีมงานต้องเร่งมือทำจากวันนี้ คือ พัฒนาเวอร์ชันใหม่ และเปิดให้ดาวน์โหลดโดยเร็ว เพื่อสร้างกระแสใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นถ้ามีประโยคซ้ำเดิมความสนุกก็จะหมดไป ดังนั้นหัวใจสำคัญตอนนี้คือการสร้างสรรค์ประโยคใหม่ๆ อาจเปิดให้ผู้ใช้ช่วยกันส่งเข้ามาก็ได้ว่าอยากเห็นประโยคไหนบ้าง

ขณะที่อีกทางหนึ่งก็เตรียมโมเดลพัฒนาเชิงธุรกิจมากขึ้น โดยอาจพัฒนาติ๊กเก้อใหม่ๆ ขายในราคาถูก หรืออาจไม่ขายแต่แจกฟรีก็ได้ รวมถึงอาจทำโค-แบรนด์ เอาประโยคเด็ดจากแบรนด์ต่างๆ มาทำเป็นติ๊กเก้อพร้อมใส่ลูกเล่นลายการ์ตูน ลายเส้นสวยๆ น่ารักๆ ซึ่งเชื่อว่าจะติดตลาดและน่าใช้กว่า

แน่นอนว่านอกจากติ๊กเก้อแล้ว ทีมงานทั้ง 4 คน มีแผนที่จะพัฒนาแอพอื่นๆ ตามออกมาอีกอย่างน้อย 2-3 ตัว ภายในเวลาไม่นานนี้

“ตลาดโมบายแอพในไทยกำลังเติบโตไปได้เรื่อยๆ มีกลุ่มนักพัฒนาใหม่ๆ เพิ่มขึ้น แอพก็จะมากขึ้น เท่ากับตลาดมีโอกาสเติบโต” ยุคลอาจ กล่าว

แอบโซลูต เพลย์ เป็นบริษัทที่มีธุรกิจด้านไอทีอื่นๆ เป็นหลักอยู่แล้ว และคิดว่าการพัฒนาแอพเป็นงานที่ทำขึ้นมาแบบสนุกๆ แต่ใครจะรู้ว่าติ๊กเก้อ แอพที่ทำมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ สวนกระแสนักพัฒนาที่ส่วนใหญ่ทำมาบุกตลาดโลก ด้วยแนวคิดต่างนี้อาจเป็นแรงส่งให้ติ๊กเก้อกลายเป็นสินค้าที่สร้างรายได้หลักให้บริษัทก็เป็นได้

พูดมาถึงขนาดนี้แล้วลองดาวน์โหลดมาเล่นกันสักหน่อย ก่อนจะแชร์ขึ้นเรียกเสียงฮือฮาจากเพื่อนๆ ก็เป็นการสร้างสีสันให้กับรูปภาพก่อนโชว์บนโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ รับรองว่าไม่ตกเทรนด์

ที่มา : โพสต์ทูเดย์

ภาพในบรรทัด 1


"โน้ตบุ๊ก-เดสก์ท็อป"ปรับเพื่ออยู่-เปลี่ยนให้ต่าง







"โน้ตบุ๊ก-เดสก์ท็อป"ปรับเพื่ออยู่-เปลี่ยนให้ต่าง

ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่องทิศทางตลาดโน้ตบุ๊ก-เดส์ท็อป "เครื่องไฮบริด"คือทางรอดในอนาคต

ไอดีซี บริษัทวิจัยการตลาดทางด้านไอที คาดตลาดคอมพิวเตอร์เมืองไทยปีนี้จะมีปริมาณ 3.7 ล้านเครื่อง ทรงตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังจากปี 2555 โดนกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ มาปีนี้โดนแย่งกำลังซื้อจากรถคันแรก โดยตลาดรวมดังกล่าวแบ่งสัดส่วนเป็นโน้ตบุ๊กประมาณ 2.4 ล้านเครื่อง กับเดสก์ท็อปประมาณ 1.3 ล้านเครื่อง ถือว่าเป็นสัดส่วนตลาดที่ยังดี ท่ามกลางปัจจัยกระทบ คือ นโยบายรถคันแรกและแท็บเล็ตกับสมาร์ตโฟนที่มาแย่งส่วนแบ่งตลาดไป ทำให้ผู้ผลิตสินค้าไอทีจะมองสินค้าใดเป็นสินค้าหลักอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป
แต่เดิมผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น เอเซอร์ เอชพี จะเป็นผู้กำหนดทิศทางของตลาด ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีเกิดขึ้นแกนเดียว เช่น เครื่องแรงขึ้น เบาขึ้น ราคาต่ำลง แต่ต่อไปจะต้องพัฒนาไปเป็นสินค้านวัตกรรมมากขึ้น
นิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดโน้ตบุ๊กจะเกิดเครื่องไฮบริดขึ้นแน่นอน โดยมีการทำงานพื้นฐาน คือ หน้าจอสัมผัส และตัวเครื่องเป็นอิสระมากขึ้น มีทั้งพับ ถอด ดึง หมุน สไลด์ สุดท้ายสินค้าแต่ละประเภทจะหาจุดยืนของตัวเอง
ทั้งนี้ เชื่อว่าปีนี้ไฮบริดจะมีสัดส่วนตลาดประมาณ 15% เพิ่มเป็น 30% ในปีหน้า และมากกว่า 50% ในปีถัดไป เท่ากับว่าเวลาของโน้ตบุ๊กแบบเดิมๆ จะเหลืออีกเพียง 3 ปีเท่านั้น จากนั้นจะกลายเป็นสินค้าส่วนน้อยของตลาด ขณะที่เดสก์ท็อปจะขยับไปสู่ความเป็นออลอินวัน ตลาดยังมีโอกาสสำหรับคนที่ใช้งานจอขนาดใหญ่และเป็นระบบสัมผัส
“แบรนด์ต่างๆ ต้องสื่อสารออกมาให้ชัดว่าผู้บริโภคสามารถใช้งานอย่างไรได้บ้าง และต้องไม่ผูกติดว่าแบรนด์ใดคือโน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟน แต่ต้องขยายตัวเองสู่ทุกสินค้า และงานวิจัยและพัฒนาจะมีบทบาทมากขึ้น แต่ละแบรนด์จะมีแนวทางของตัวเอง เช่น เน้นพับ เน้นสไลด์ หรือเน้นหมุน ลูกค้าอาจจะปวดหัวมากขึ้น แต่สุดท้ายจะได้แนวทางหลักของตลาด” นิธิพัทธ์ กล่าว
ส่วนของเอเซอร์เอง ตั้งแต่ไตรมาส 2 จะมีสินค้าที่ครบในทุกรูปแบบ ทั้งโน้ตบุ๊ก ไฮบริด และแท็บเล็ต ในทุกระดับราคา ซึ่งต้องรักษาตลาดหลักโน้ตบุ๊ก ตลาดใหม่ไฮบริด และตลาดการศึกษาแท็บเล็ต รวมถึงสมาร์ตโฟนที่ได้เริ่มทำตลาดอย่างจริงจังอีกรอบไปตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
หากพิจารณาในเชิงราคาแล้ว โน้ตบุ๊กธรรมดาที่ราคาต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท จะยังเป็นสินค้าหลัก รองลงมาคือ โน้ตบุ๊กราคา 1.5–2 หมื่นบาท 2 ส่วนนี้รวมกันประมาณ 85% ของตลาด จากนั้นราคาตั้งแต่ 2 หมื่นบาทขึ้นไป จะเป็นกลุ่มอัลตราบุ๊ก และโน้ตบุ๊กที่เป็นฟรีฟอร์ม ราคาตั้งแต่ 2.5 หมื่นบาทขึ้นไป เป็นสัดส่วน 15% โดยเชื่อว่าเกมนี้ยังไม่มีรอยัลตี้ต่อแบรนด์ใดเป็นพิเศษ ผู้บริโภคพร้อมเปลี่ยนไปใช้แบรนด์ใดก็ตามที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด


ที่มา : โพสต์ทูเดย์

ภาพในบรรทัด 1